ถอดความจากคลิปวิดีโอ(ความยาวประมาณ 9 นาที)
เพื่อผู้พิการทางการได้ยิน และผู้ที่ต้องการอ่าน (อ่านเร็วกว่าฟัง)
 
 
ถาม: เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเกิดมาเพื่อที่จะทำงานอะไร มีสิ่งใดพอเป็นไกด์ไลน์ได้บ้าง? (คนอ่านคำถามหัวเราะ)
 
ตอบโดยคุณดังตฤณ: ทำไม(ยิ้ม)...หัวเราะเพราะนึกว่าไม่มีคำตอบเหรอ  เอ่อ..จริงๆแล้วนะ คุณลองดู ชีวิตคนนี่นะ มันเกิดขึ้นมาพร้อมกับความไม่รู้ ไม่รู้ไปหมดเลย ไม่รู้แม้กระทั่งตัวเองคือใคร เป็นใคร ชอบอะไร อยากทำอะไร อย่างผมเนี่ย,จุดเริ่มต้นที่ทำให้อยากเข้ามาศึกษาพุทธศาสนา ไม่ใช่เพราะว่าเคารพนับถือพุทธศาสนานะ ไม่ใช่เพราะว่าใครมาบอกว่าพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์แล้วเชื่อนะ แต่เป็นเพราะว่ามันหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ตอนอายุ 16,17 ว่าตัวเองจะทำอะไรดี... ด้วยความอยากจะได้คำตอบ ก็อ่านหนังสือไปทั่ว แต่มันไม่มีหนังสือเล่มไหนที่ให้คำตอบได้ดีมากไปกว่าพุทธศาสนา ผมก็เลยนับถือพระพุทธศาสนา มีความผูกพันกับพระพุทธศาสนา นี่แสดงให้เห็นนะว่า ถ้าผมใช้ชีวิตเหมือนเด็กวัยรุ่นคนอื่นๆ  สงสัยชีวิตก็ปล่อยให้มันถูกกลบ ถูกลบ ถูกลืมไปตามวันเวลา ผมก็คงไม่เจอพระพุทธศาสนา เหมือนกัน... เด็กหลายๆคน โตขึ้นมาเป็นอัจฉริยะ สอบได้ที่หนึ่งของประเทศ หรืออะไรก็แล้วแต่ คุณลองสืบเข้าไปเถอะ พวกนี้...มักจะมีงานอดิเรกหรือความสนใจอะไรบางอย่างตั้งแต่เด็กๆ โชคดีที่เจอเรื่องที่ทำให้ตัวเองสนใจได้ แล้วก็ลองอุทิศเวลาให้กับมันได้ ยิ่งคุณทำงานอดิเรกมากขึ้นเท่าไหร่  ยิ่งคุณทำไอ้แบบที่มันไม่ต้องบังคับให้ทำ ไม่มีใครบังคับให้ทำ คุณจะยิ่งมีโอกาสค้นพบตัวเองมากขึ้นเท่านั้น แต่คนส่วนใหญ่เป็นยังไงครับ....ยิ่งเด็กสมัยนี้โตขึ้นมานะ กับอินเตอร์เน็ตเนี่ย อินเตอร์เน็ตเนี่ยดาบสองคมจริงๆ คมที่มันร้ายก็คือว่าจะทำให้คนไม่รู้จักตัวเอง รู้แต่ว่าคนอื่นๆ เค้าคุยกันยังไง พูดกันยังไง ชอบกันยังไง เราก็ควรจะพูดอย่างนั้นชอบอย่างนั้น คุยตามเค้าไปแบบนั้น เหมือนกันหมดทั่วโลก มันแย่งเวลาที่จะไปแย่งความสนใจกับอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งที่เรามีความสามารถ มีความถนัดเป็นพิเศษ 
 
เรื่องของเรื่องนะ ถ้าหากว่าเราใช้ชีวิต ในแบบที่จะทำให้เกิดแรงบันดาลใจ สงสัยอะไร อยากรู้อะไร พยายามขุดคำตอบออกมาให้ได้ด้วยตัวเอง หรือว่ามีความสนใจในการละเล่นไหนก็ตาม ในการเอาสนุกด้านใดด้านหนึ่งก็ตาม เอาให้มันจริง พอเอาให้จริงหลายงานเข้า ในที่สุดคุณจะรู้สึกว่า เนี่ยจริงที่สุดมันอยู่ตรงนี้ แล้วไอ้สิ่งที่คุณให้เวลากับมันที่สุด สนใจกับมันมากที่สุดนั่นแหละ เหมาะกับตัวคุณที่สุด
 
พูดโดยสรุป คำตอบก็คือว่า อย่ารอให้การเอ็นทร้านซ์ หรือว่าการทำงานตามสาขาอาชีพ มันมาบีบให้คุณรู้สึกว่าคุณจะต้องเป็นอย่างงี้ คุณจะต้องเป็นตัวนี้ สวมหัวโขนแบบนี้ ตอนที่ยังมีเวลาอยู่เนี่ยให้พยายามที่จะหาอะไรทำ แบบที่ใจของคุณรู้สึกตรงกับมัน รู้สึกสอดคล้องกับมัน แล้วก็รู้สึกว่าอยากทุ่มเวลาให้กับมัน อันนี้จะสอดคล้องกับหลักที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในอิทธิบาท4, มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา, ก็คือ ถ้าหากคุณมีความสนใจเรื่องไหน อย่าปล่อย กัดไม่ปล่อยเลย ตรงนั้นที่เขาเรียกว่าพรสวรรค์ ชาวโลกเขาเรียกกันว่าพรสวรรค์เนี่ย
แต่มันจะฟ้องว่าคุณเคยทำบุญประเภทไหนมา อย่างบางคนเนี่ย.... ในอดีตชาตินะ เคยทำขนมให้พระเป็นประจำ ด้วยการออกหัวคิดเอง ปรุงแต่งให้มันมีรสชาดอร่อย ปรุงแต่งให้มันมีความแปลกใหม่ คิดชื่อขนมขึ้นมาเองอะไรแบบนี้ ทำอยู่ทั้งชีวิต บุญที่สั่งสมมานะ จะทำให้ตั้งแต่เด็กๆ มีความสนใจชอบทำขนม แล้วพอโตขึ้นทำขนมออกขาย กลายเป็นที่ติดใจ รสชาดติดปากคนมาก แล้วรัศมีบุญเก่ามันก็จะไปดึงดูดมหาชนให้จำได้ว่า แล้วก็อยากจะ..พูดง่ายๆว่า บอกต่อ ช่วยกันบอกต่อ เนี่ยอันนี้ยกตัวอย่าง 
 
ถ้าคุณจะมองไปในเรื่องของบุญของกรรม มันจะมีอะไรบางอย่างที่คุณเคยทำ  ทำให้คนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้สมณะชีพราหมณ์ ทำให้บุคคลที่เป็นผู้ทรงศีล ถ้าหากว่าทำอะไรแบบนั้นบ่อยๆแล้ว มันจะไปกระตุ้น ในชาติถัดมาให้เกิดความสนใจมากๆ ตรงนั้นที่คนเรียกว่าพรสวรค์ แต่พรสวรรค์เนี่ยมันมีให้แค่จุดเริ่มต้นคือความสนใจและความคุ้นเคย ไอ้ส่วนของความวิริยะมันเป็นบุญใหม่ที่ต้องไปสั่งสมเอาเองนะครับ
 
ถาม: อาจารย์ครับ แสดงว่าเราเกิดมาเป็นหมอเป็นพยาบาลนี้ ส่วนใหญ่ก็อาจจะเคยเป็นมาก่อนอย่างนี้ใช่มั้ยครับ?
 
ตอบโดยคุณดังตฤณ: คือที่ผมดูนะ ส่วนใหญ่หมอมีอยู่สองประเภท นี่พูดถึงหมอเลยนะครับ เอาของจริงๆ เลย 
ความอยากจะรักษาคน ความอยากจะให้คนหายจากโรคจากภัยเนี่ย มันมีอยู่ในใจแค่ไหน มันต่างกันนะ หมอบางคนเรียนเพราะว่าพ่อแม่บอกให้เรียนก็มี  หมอบางคน... นี่อันนี้มีน้อยแต่ว่ามีจริง เพื่อนรักเรียนหมอ ก็เลยตามเพื่อนมาเรียน อย่างนี้มีนะ  แล้วก็อีกส่วนหนึ่งก็คือรู้สึกว่าเป็นหมอแล้วรวย เป็นหมอแล้วมีหน้ามีตาในสังคม คือหมอเนี่ย,จำแนกออกด้วยใจ เป็นต่างๆได้หลายแบบ ขึ้นต้นมาเนี่ย,พูดให้กระชับที่สุดเลยก็คือว่า เป็นหมอด้วยความรู้สึกอยากให้คนหายป่วย หรือว่าเป็นหมอเหตุผลอื่นที่นอกเหนือไปจากนี้ ถ้าคุณเป็นหมอด้วยใจที่อยากรักษาให้คนจากโรคภัยนะ สันนิษฐานได้ว่า อันนี้เป็นการสันนิษฐานเฉยๆ ไม่ใช่เป๊ะๆนะ... ในอดีตเนี่ย คุณอาจจะเคย... เหมือนกับอาจจะไม่ได้เป็นหมอล่ะ รากของกรรมมันอาจจะเริ่มต้นขึ้นมาจากการที่ว่าคุณมีความเอาใจใส่พระภิกษุบางรูปที่นับถือกันอยู่ แล้วก็คอยใส่ใจ ไถ่ถามว่าท่านเป็นโรคอะไร มีอาการไม่ปกติตรงไหนอะไรยังไง... แล้วก็เกิดมีแก่ใจ ที่จะหาหยูกหายา หาหมอที่ตรงกับโรคมารักษาท่านให้หาย แค่นี้น่ะ มันเป็นปัจจัยแล้วที่เราให้คุณมีความรู้สึกติด ติดตัวข้ามภพข้ามชาติได้ก็คือ อยากให้คนหายป่วย ที่นี้ความอยากตรงนี้เนี่ย ถ้าหากมันไปบวกกับความรู้สึกว่า อยากหายาอะไรที่มันดีที่สุด ที่มัน work กับโรคนี้ที่สุด แล้วสามารถรักษาท่านหายด้วย เกิดความภูมิใจ เกิดความปลื้มใจด้วย ตรงนี้มันจะเป็นต้นเหตุ ให้เป็นคนที่....พูดง่ายๆว่า อยากเป็นหมอเลย อยากเป็นคนคิดค้นผลิตยา อยากเป็นคนที่มีความสามารถที่จะทำให้คนหายป่วยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หมอเนี่ย,มีกโอกาสกันเยอะนะ หมอที่ในโรงพยาบาลมีส่วนของรักษาพระอาพาธ นั่นน่ะคุณได้ทำบุญแบบ...ถ้าอยากรู้ว่าหมอใหญ่ระดับโลกเขาเริ่มต้นจากตรงไหน เริ่มต้นจากตรงนี้แหละ คือทำแบบไม่มีประมาณ ทำกับสงฆ์แบบไม่เลือกหน้าแล้วว่าจะเป็นสงฆ์ที่รู้จักหรือไม่รู้จัก น่านับถือหรือไม่น่านับถือ แต่ว่าเป็นสงฆ์ เป็นตัวแทนของผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา มีใจอยู่แค่นี้ แล้วคิดว่าเราจะเข้าไปทำ โดยที่ไม่ได้หวังอะไรทั้งสิ้น แค่อยากให้ท่านหาย มีใจเป็นบุญน่ะ เป็นกุศล ตัวนี้แหละ เป็นรากของกรรม ของความเป็นหมอใหญ่ เกิดชาติไหนนะครับคือคุณจะมีความสามารถทั้งในเรื่องของสติปัญญาที่จะเรียนจบหมอได้ง่ายๆ ทั้งในเรื่องความสามารถ ทั้งในเรื่องของไอเดียริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถทำงานวิจัยอะไรในแบบที่คนอื่นเขาคิดกันไม่ถึง คิดกันไม่ได้ คิดกันไม่ออก มันก็จะมี...ถ้าพูดกัน สามวันเจ็ดวันไม่รุ้จบนะ เดี๋ยว...คำถามต่อไปก็แล้วกัน
 
คนถาม: ครับ ถ้าใครอยากเป็นหมอที่ยิ่งใหญ่ ก็คงจะต้องตั้งจิตอย่างที่อาจารย์ได้แนะนำไว้สักครู่นะครับ
 
คุณดังตฤณ: คือความเป็นสงฆ์เนี่ย เป็นส่วนขยายผลของกรรมที่ยิ่งใหญ่ ทำอะไรกับสงฆ์เนี่ย มันจะได้ผลขยายที่ใหญ่ แล้วก็ถ้าใจเราใหญ่จริงเนี่ย มันก็คือเกินกว่าคนอื่น มีกำลังใจเกินกว่าคนอื่น ได้ทำกับบุคคลอันเป็นนาบุญที่คนอื่นไม่มีโอกาสได้ทำมันก็คือระดับโลก ระดับประเทศนั่นเอง

edit @ 15 Mar 2013 23:15:54 by เลดี้ กล๊า กล้า

Comment

Comment:

Tweet